เจ้าของเว็บ


เรียนฟิสิกส์ไม่ยากอย่างที่คิด


ฟิสิกส์ คือ อะไร
ฟิสิกส์ คือ วิชาทางด้านวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่งที่ศึกษากายภาพของธรรมชาติ ศึกษาเรื่องต่างๆ ทั่วไปทั้งหมด เช่น เรื่องของดวงดาว ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมภายในโลก ที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตหรือชีวภาพ แต่ในปัจจุบันสาขาวิชาต่างๆ มารวมกัน จะมีชีววิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว นิยามของวิชาฟิสิกส์จริงๆ คือ วิชาที่ศึกษาธรรมชาติ

เรียนฟิสิกส์ ทำไมต้องใช้คณิตศาสตร์
จากการที่มีผู้กล่าวไว้ว่า คณิตศาสตร์เป็นภาษาของธรรมชาติ ดังนั้น หากเราต้องการศึกษาธรรมชาติ เราต้องพูดภาษาเดียวกับธรรมชาติ นั่นคือ คณิตศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น เราจะอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ บางครั้งการพูดอธิบายอาจจะไม่เพียงพอ จะเป็นการอธิบายในเชิงคุณภาพมากเกินไป ไม่มีเชิงปริมาณ เพื่อให้คำอธิบายของเรามีความหมายมากขึ้น เราต้องใช้คณิตศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุหรือกระแสน้ำ เป็นต้น หากเราโยนวัตถุ (ลูกบอล) ขึ้นไปบนอากาศ เราอธิบายเชิงคุณภาพได้ว่า วัตถุลอยขึ้นและตกลงมาด้วยความเร็วเท่าไร แต่นั่นอาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะเราสามารถอธิบายรายละเอียดได้ว่า ตำแหน่งของอนุภาคในเวลาต่างๆ อยู่ที่ใดบ้าง จะได้เป็นเส้นโค้ง เราสามารถอธิบายรายละเอียดได้ว่า ลูกบอลจะลอยสูงสุดอยู่ที่จุดใด เส้นโค้งที่เกิดขึ้น เป็นเส้นโค้งประเภทใด และจุดที่ลูกบอลตกลงมา จะห่างจากจุดที่ลูกบอลลอยขึ้นเท่าไร หากเราโยนลูกบอลขึ้นโดยใช้มุมองศาต่างกัน จะสามารถอธิบายได้ละเอียดจริงๆ เราเขียนสมการอธิบายได้ ในการเรียนสาขาฟิสิกส์จะใช้ตัวเลขในการอธิบายในเรื่องต่างๆ ดังที่ยกตัวอย่างแล้ว

ความยากง่ายในการเรียนภาควิชาฟิสิกส์
ส่วนตัวคิดว่า ฟิสิกส์เป็นวิชาที่ง่าย ขึ้นอยู่กับความถนัดของคนมากกว่า เรามีกฎเกณฑ์เบื้องต้นอยู่ไม่มากนัก แต่เราสามารถนำกฎเกณฑ์เบื้องต้นนี้ ไปประยุกต์ใช้ในการอธิบายหลายๆ เหตุการณ์ได้ ยกตัวอย่างเช่น กฎเรื่องกลศาสตร์ จะมีกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน เราสามารถนำกฎของนิวตันไปประยุกต์ใช้ คำนวณได้ทุกอย่าง ตั้งแต่การเคลื่อนที่ของดวงดาว การเคลื่อนที่ของทุกอย่างที่ไม่มีแรงประเภทอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่า กฎเพียงข้อเดียวสามารถอธิบายทุกอย่างได้หมด เป็น concept ที่ค่อนข้างง่ายและไม่ต้องเรียนรู้ให้ยุ่งยาก แม้ว่าบางคนจะบอกว่าฟิสิกส์ยาก เพราะว่ามีคณิตศาสตร์ แต่คิดว่าเป็นความถนัดส่วนตัวมากกว่า

เทคนิคการเรียนวิชาฟิสิกส์ให้เข้าใจ
การเรียนฟิสิกส์ให้รู้เรื่องหรือเข้าใจมีลักษณะเช่นเดียวกับการเรียนวิชาอื่นๆ ให้รู้เรื่อง เช่น การที่ต้องการจะอ่านหนังสือเล่มหนึ่งให้รู้เรื่องหรืออ่านการ์ตูนเล่มหนึ่งให้รู้เรื่องนั้น ก่อนอื่นต้องมีใจรักก่อน หากเรารักที่จะทำสิ่งใด เราจะรู้สึกได้ว่า เราไม่ต้องพยายาม เราจะทำโดยธรรมชาติ น้องจะอ่านหนังสือฟิสิกส์เหมือนอ่านหนังสือการ์ตูนเลย เพราะเราชอบฟิสิกส์ มีใจรัก เราต้องทำให้ฟิสิกส์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พบเห็นฟิสิกส์ในธรรมชาติ เพราะฟิสิกส์อยู่รอบๆ ตัวเรา ดังนั้นในการเรียนวิชาฟิสิกส์จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเรา แต่การที่จะสอนให้รักหรือชอบเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก

การเรียนให้เข้าใจ ต้องเป็นคนช่างสังเกตหรือไม่
การที่ต้องเป็นคนช่างสังเกตหรือไม่นั้น การช่างสังเกตจะเกิดขึ้นอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็กประมาณ 6-7 ขวบขึ้นไป เด็กๆ จะมีคำถามว่า “ทำไม” เด็กทุกคนจะมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ทำให้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์เติบโต หากคุณพ่อคุณแม่ตอบปัญหาได้อย่างที่เขาต้องการทราบและถูกต้อง จะทำให้เป็นประโยชน์มาก

เคล็ดลับการเรียนฟิสิกส์ให้เก่ง
คำตอบเดียวกัน คือ ต้องมีใจรัก ต้องชอบวิชาฟิสิกส์ก่อน แล้วจะเก่งเอง เพราะการที่เรารักหรือชอบวิชาใด จะทำให้เราสนใจที่จะศึกษาวิชานั้นๆ ด้วยตัวเอง นอกห้องเรียน ซึ่งจะต่างกับการเรียนแบบถูกบังคับ การที่เราศึกษานอกห้องเรียนมากขึ้น ผลการเรียนและผลการสอบที่ได้จะดีขึ้น

การเรียนฟิสิกส์ต้องเก่งวิชาใดบ้าง ต้องท่องจำสูตรหรือไม่
ควรจะมีความถนัดในวิชาคณิตศาสตร์ เพราะต้องรู้จักการบวก ลบ คูณ หาร สมการหรือฟังชั่นประเภทต่างๆ หากเรารู้จักเครื่องมือเหล่านี้เป็นอย่างดี เมื่อนำไปใช้งานจะคล่องแคล่ว ฉะนั้นเมื่อทำโจทย์ฟิสิกส์จะต้องคิดว่าจะประกอบกันอย่างไร โดยใช้สมการมารองรับสิ่งที่เราคิดไว้เป็นส่วนๆ ไป จนได้คำตอบ ซึ่งไม่จำเป็นต้องท่องจำสูตร ในระดับชั้นมัธยมปลายมีสูตรที่จำเป็นต้องจำ ไม่เกิน 4-5 สูตร หากเราเข้าใจในเรื่องสมการดีพอ เราไม่ต้องจำสมการนั้นๆ แล้ว เพราะไม่สามารถเขียนสมการเป็นรูปแบบอื่นได้อีก เราไม่ต้องใช้ความจำ เปรียบเสมือนตึกๆ หนึ่ง เรารู้ว่าตึกนี้มีชั้นสอง ฉะนั้นตึกนี้ต้องมีบันได เป็นสิ่งที่ต้องมีมา หรือ สิ่งๆ หนึ่งที่มีความสัมพันธ์สองตัวแปร เราจะรู้ว่ามีสองตัวแปร ส่วนความสัมพันธ์ที่เชื่อมระหว่างสองตัวแปร จะถูกธรรมชาติของปรากฏการณ์บังคับให้ความสัมพันธ์ต้องเป็นเชิงเส้น เป็นกำลังสอง เป็นฟังชั่นประเภทนั้นๆ เป็นต้น จริงๆ แทบไม่ต้องท่องจำ หากเราเข้าใจธรรมชาติและรู้จักตัวแปรอย่างดีพอ เป็นความเข้าใจ และการประยุกต์ใช้ เหมือนเราอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เราเข้าใจโครงเรื่อง การเรียนฟิสิกส์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราเข้าใจโครงเรื่องแล้ว เรานำมาเขียนให้เป็นสมการได้ โดยใช้ทักษะทางคณิตศาสตร์เข้ามาช่วย เราควรให้เวลาคิดและฝึกฝนพอสมควรเราจะทำได้

หลักสูตรการเรียนการสอนฟิสิกส์ในประเทศไทย จะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร  
การเรียนการสอนฟิสิกส์ในประเทศไทยมีการพัฒนามาโดยตลอด แต่เนื้อหา หัวข้อ หลักสูตรจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นเนื้อหาพื้นฐานที่เราจะต้องเรียนรู้ จะมี 20-30% ที่จะเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาแทรกเพิ่ม หลักๆ แล้วเราต้องเรียนรู้ทฤษฎีของคนในสมัย 200-300 ปีก่อน เขาคิดไว้ว่าอย่างไร ส่วนฟิสิกส์สมัยใหม่จะได้ศึกษาในระดับปริญญาโทหรือระดับปริญญาตรีตอนปลาย ส่วนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 จนถึงระดับปริญญาตรีเราต้องเรียนรู้ในทฤษฎีที่คนเขาคิดไว้แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงหลักสูตรกี่ครั้ง เนื้อหาพื้นฐานหลักๆ จะเหมือนเดิม ไม่เชย ไม่มีตกรุ่น
 
จบการศึกษาจากภาควิชาฟิสิกส์แล้ว ประกอบอาชีพใดได้บ้าง  
หลายอาชีพมาก ยกตัวอย่าง นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยตามศูนย์วิจัยต่างๆ ขณะนี้มีศูนย์วิจัยเกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เช่น สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นต้น อาจารย์สอนตามโรงเรียน หรืออาจารย์ที่ทั้งสอนและทำงานวิจัยตามมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีสาขาประยุกต์ ทำงานที่โรงงาน โดยใช้ความรู้ที่เรียนมา ประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ หรือพัฒนาเครื่องมือที่มีอยู่แล้ว ปรับเปลี่ยนกระบวนการให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น และที่กำลังเป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ จนเกรงว่านักฟิสิกส์ต่างประเทศจะมีจำนวนน้อยลง คือ การไปทำงานในตลาดหลักทรัพย์ ทำงานด้านหุ้น เล่นหุ้น ทำงานด้านการเงิน เพราะผู้ที่จบการศึกษาวิชาฟิสิกส์จะมีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ค่อนข้างดีกว่าสาขาอื่น ดังนั้นหากนำไปสร้างแบบจำลองต่างๆ ซึ่งเราสร้างแบบจำลองตลอดเวลาในระดับปริญญาตรี นำไปใช้ในด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านการเงิน จะเป็นประโยชน์มาก ในประเทศไทยเริ่มมีผู้ที่จบด้านฟิสิกส์ไปทำงานด้านนี้เช่นกัน  เพราะการที่เราอยู่กับตัวเลขตลอดเวลา เราสามารถแก้สมการ สร้างแบบจำลองได้ดี เราสามารถเรียนรู้เนื้อหาใหม่ๆ ได้ โดยใช้เทคนิค ความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่เรามีอยู่

อาชีพนักฟิสิกส์ ทำหน้าที่อะไรบ้าง
นักฟิสิกส์มี 2 ประเภท คือ อาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ และนักวิจัยตามศูนย์วิจัยต่างๆ

อาจารย์ตามมหาวิทยาลัยนั้นมีภาระหน้าที่หลายอย่าง ทั้งงานสอนหนังสือ งานวิจัย งานบริหาร งานบริการสังคม (ออกไปให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป สอนเด็กในวิชาที่ตนถนัด เขียนบทความวิจัยลงหนังสือพิมพ์/ วารสาร หรือข่าวฟิสิกส์ในชีวิตประจำวัน ) และดูแลแนะนำให้คำปรึกษาแก่นิสิต

นักวิจัยโดยตรงที่ทำงานตามศูนย์วิจัยต่างๆ จะมีหน้าที่ทำงานวิจัยอย่างเดียวทั้งวัน โดยอาจจะขอทุนวิจัยเรื่องนั้นๆ เมื่อได้ผลงานวิจัย นำผลงานวิจัยไปจดสิทธิบัตร หรือไม่ก็นำองค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป นำผลงานด้านวิชาการตีพิมพ์ลงวารสารวิทยาศาสตร์ต่างๆ

แวดวงวิชาการ มีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานหรือไม่ และ ตำแหน่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีมากน้อยเพียงไร 
ตำแหน่งของอาจารย์ฟิสิกส์ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยยังนับว่าเป็นที่ต้องการอยู่มาก เพราะเป็นสาขาที่ขาดแคลนอาจารย์ คือ อาจารย์ด้านฟิสิกส์และด้านคณิตศาสตร์ ขึ้นอยู่กับว่า น้องๆ ต้องการไปทำงานที่มหาวิทยาลัยใดด้วย หากต้องการทำงานในมหาวิทยาลัยที่มีสาขาฟิสิกส์มานานแล้ว จะมีตำแหน่งรองรับน้อยกว่า แต่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีจำนวนมากหลายแห่งด้วยกัน บางแห่งมีอาจารย์ 2-3 ท่าน ยังสามารถมีตำแหน่งรองรับได้อีกจำนวนมาก

ความก้าวหน้าทางสายงานอาชีพของอาจารย์ฟิสิกส์จะมีความก้าวหน้าเช่นเดียวกับอาจารย์สายอื่นๆ กล่าวคือ สายงานวิจัย จะมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ หรือ สายงานบริหาร จะมี ผู้ช่วยหัวหน้าภาค หัวหน้าภาค คณบดี อธิการบดี แล้วแต่ว่าต้องการก้าวหน้าสายงานวิจัย หรือสายงานบริหาร หรือทั้งสายวิจัยและสายงานบริหารพร้อมกัน  ชั่วโมงสอนและรายวิชาที่สอน ของอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย บางมหาวิทยาลัยอาจจะสอนสัปดาห์ละ 6-8 ชั่วโมง เวลาที่เหลือทำงานวิจัย หรือ รายวิชาที่สอน อาจจะสอนภาคการศึกษาละวิชาหรือสองวิชา แตกต่างกันไปแล้วแต่มหาวิทยาลัย

แนะนำน้องๆ ที่สนใจเรียนภาควิชาฟิสิกส์ว่าต้องเตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง 
การสอบเข้ามี 2 แบบ คือ สายปกติและสายพิเศษ

สายปกติ เตรียมสอบ GAT (General Aptitude Test ความถนัดทั่วไป) PAT (Professional Aptitude Test ความถนัดเฉพาะ วิชาชีพ) PAT1 และ PAT 2

(PAT 1 วัดศักยภาพทางคณิตศาสตร์  เนื้อหา เช่น Algebra, Probability and Statistics, Conversion, Geometry, Trigonometry, Calculus ฯลฯลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Calculation skills, Quantitative Reasoning, Math Reading Skills PAT 2 วัดศักยภาพทางวิทยาศาสตร์เนื้อหา ชีววิทยา, เคมี, ฟิสิกส์, Earth Sciences, environment, ICT ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Sciences Reading Ability, Science Problem Solving Ability ฯลฯ ขอบคุณที่มา : http://www.vcharkarn.com/vcafe/151346 )

การรับตรง ต้องศึกษารายละเอียดข้อมูลการรับตรงของแต่ละมหาวิทยาลัย เพราะมีกระบวนการรับตรงที่แตกต่างกัน บางมหาวิทยาลัยจะใช้ข้อสอบเดียวกันและพิจารณาคะแนนของ PAT2 มาใช้ในการรับตรง

ขอขอบคุณ ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด

วีดีโอการสอนไฟฟ้ากระแส


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.